สองพี่น้องเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว แต่ไม่นานก็กลับมาอีกอย่างเร่งรีบ
เพื่อตรวจโรคที่บอกใครไม่ได้ พวกเขาเชื่อมั่นเพียงโรงพยาบาลของตัวเองเท่านั้น เพราะหากเป็นที่โรงพยาบาลอื่น ก็มีแนวโน้มที่ข่าวจะรั่วไหลออกไป
ถ้าให้พวกเพลย์บอยในเย่นจิงรู้ว่าคุณชายตระกูลกู้ทั้งสองสูญเสียความสามารถเรื่องอย่างว่าอย่างกะทันหัน คงไม่ใช่แค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่จะขายหน้า แต่ตระกูลกู้ทั้งหมดจะต้องอับอายเพราะพวกเขา
กลายเป็นว่าจะทำให้ตระกูลกู้ กลายเป็นเรื่องตลกหลังอาหารในเย่นจิง
เมื่อทั้งสองกลับมาที่โรงพยาบาล ก็ตรงดิ่งไปที่ห้องทำงานของคณบดี โดยไม่สนใจบิดาของพวกเขาที่ยังคงพักอยู่ในห้องผู้ป่วย
ในเวลานี้คณบดีกำลังจะเลิกงาน พอเห็นคุณชายตระกูลกู้ทั้งสองมาถึง ก็รีบถามด้วยความเคารพ “คุณชายเหว่ยเลี่ยง คุณชายเหว่ยกวง ท่านทั้งสองมาหาผมมีอะไรให้รับใช้ครับ?”
กู้เหว่ยเลี่ยงโพล่งออกมา “คณบดีหลี่ รีบให้คนมาตรวจพวกเราหน่อย เราสองคนมีอาการผิดปกติ!”
คณบดีถามด้วยความประหลาดใจ “มีอาการผิดปกติ? ผิดปกติยังไงครับ? ท่านทั้งสองช่วยอธิบายคร่าวๆ ให้ผมฟังหน่อย เดี๋ยวผมจะได้จัดผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาตรวจให้ท่านทั้งสองทันที!”
กู้เหว่ยเลี่ยง มองไปรอบๆ ไม่พบใครในห้องทำงานเลย ประตูหน้าต่างทั้งหมดปิดไว้ จึงกัดฟันฝืนพูดอย่างกระดากอาย “ตรงนั้นของผมเหมือนจะไม่มีความรู้สึกแล้ว!”
“ตรงไหนครับ? ตรงไหนครับ?”
กู้เหว่ยเลี่ยงชี้ไปที่เป้ากางเกงของตัวเองแล้วพูดว่า “ให้ตายสิ ตรงนี้ไง ยังจะถามอีกว่าที่ไหน คุณรู้อยู่แล้วยังจะถามอีกใช่ไหม?”
คณบดีตกใจมากรีบโบกมือแล้วพูดว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่ คุณชายเหว่ยเลี่ยง ตรงนั้นจะไม่มีความรู้สึกได้ยังไง? รู้สึกว่ามันเสื่อมสมรรถภาพหรือเปล่า?”
“เสื่อมสมรรถภาพบ้านคุณสิ!” กู้เหว่ยเลี่ยงตวาดใส่ “มันไม่มีความรู้สึกเลย เข้าใจไหม? เหมือนถูกตัดขาดออกไปเลย! ไม่รู้สึกว่ามันมีอยู่น่ะ!”
บางคนก็เลิกงานขับรถออกจากที่ทำงานไปหลายกิโลเมตรแล้ว บางคนก็เพิ่งได้ไปเที่ยวพักผ่อนในวันนี้ แต่เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาจึงยังคงถูกเรียกมาที่นี่
ทีมผู้เชี่ยวชาญ 7-8 คนหมดปัญญากับสถานการณ์ของคุณชายแห่งตระกูลกู้ทั้งสอง
พวกเขาใช้วิธีการต่างๆ ในการตรวจ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แต่ทั้งสองก็ยืนยันอยู่ตลอดว่า ไม่มีความรู้สึกใดๆ เลย
เรื่องดังกล่าวทำให้กู้เย้นเจิ้งและกู้เย้นกางที่กำลังพักอยู่ในห้องผู้ป่วยพิเศษตื่นตระหนกทันที
ทั้งสองได้ยินว่าบุตรชายของตนเกิดปัญหาบางอย่าง จึงรีบรุดมาถึง
หลังจากสอบถามสถานการณ์แล้ว ทั้งสองคนก็ตกใจทันที!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
ไอเซียวฉางควนไม่น่าเกิดมาเป้นผชอ่ะ ขี้ขลาดกว่าผู้หญิงเลยอะ...
เมื่อเย่เฉินอยุ่กะอีหว่านเฮ่อแล้ว พระเอกกุแม่งดูโง่ไปเลย 555...
บางทีก้ขัดใจไอหว่านเฮ่อน่ะ สำหรับเองมันอาจจะสมควร แต่กับคนยุคปัจจุบัน จะให้มาคุกเข่าตรงหน้าทั้ง3คนแล้วยิ่งผู้อาวุโสด้วย ตัวเองทำตัวสูงส่ง แต่กับเย่เฉินไม่ใช่ สมควรมันก้สมควร แต่ไม่นึกถึงใจเย่เฉินที่ลำบากบ้าง มีอายุ300-400ปีแล้วทำตัวสูงส่งว่างั้น...
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหานเหมยชิงถึงเคยชอบไอขี้โม้อย่างเซียวฉางควน ดูไปดูมา ฉางชวนก้เหมาะกับหม่าหลันดี คู่ชีวิตชัดๆ ตัวเองความสามารถก้ไม่มี เขาดูถูกมึง หรือพูดแขวะก้ไม่แปลกแต่ไอฉางควนก้ยังหน้าด้านโชว์โง่ โชว์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะกับอีหม่าหลันล่ะ...
ทำไมตอนซ้ำเยอะ ตอนก้ขาดหาย...
เอาตรงๆผมอ่านมา ก้ไม่ได้สงสารหงเยนน่ะ แต่แค่ใจจริงผมให้เลือกว่าใครจะตาย อยากจะให้อีหม่าหลันตายห่าไปมากกว่าอีก ไม่มีหม่าหลันอยู่แม่จะอ่านสนุกกว่านี้มาก...
เองก้อยากให้หม่าหลันเสียสติไม่ใช่หรอเย่เฉิน ส่วนชูหรันมึงก้เข้าข้างแม่ตีวเองเกิ้น รู้ทั้งรู้นิสัย สันดานแม่เป้นงี้ก้ยังเลือกที่จะเข้าข้าง พระเอกทิ้งเองไปหานานาโกะหรือกู้ชิวอี้จะสมน้ำหน้าให้ ดีเกิน กตัญญูจนโง่...
กูไม่เข้าใจจริง ผู้เขียนมึงหลงรักหม่าหลันขนาดนั้นเลย ทำไมต้องให้อีนี่ มันสมหวังที่จะทำร้ายหงเย่นด้วยว่ะ ทำไมไม่ให้อีหม่าหนักใจจนตาย ทำร้านหงเย้นไม่สำเร็จด้วย คนเขี่ยไร อิจฉาตาร้อนขนาดนี้น เมื่อไหร่แม่งจะตายสักที อีท่าเนี่ย...
พาหลิวหม่านฉงชมมหาลัย ไรมันเกี่ยวไรกับการปรับแต่งแล้วสรรหาเพราะเย่เฉิน เย่เฉินไม่ได้สร้างมหาลัยสะหน่อย หรือเป้นเพราะที่ ที่เย่เฉินเคยมาเรียนหรอ...
สมน้ำหน้าไอฉางควน เหมาะกับหม่าหลันดี ขี้โม้เหมือนกัน ว่าคนที่มีความสามารถว่ากระจอกเหมือนกัน หลงตัวเองเหมือนกัน พูดมาได้ไงมึงกับหานเหมยชิงเป้นคู่ฟ้าประทาน 5555 สมล่ะที่คบกังหม่าหลันได้...