“แล้วยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังคิดปฏิทินออกมาได้ด้วย ซึ่งตรงกับปฏิทินในปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์คิดขึ้นมาเป๊ะ แล้วความคลาดเคลื่อนน้อยมาก ในระยะเวลาห้าพันปีคลาดเคลื่อนแค่วันเดียว ลูกยังคิดว่านี่เป็นความเชื่องมงายอีกเหรอ?”
ซูจือหยูไม่รู้จะเอ่ยเถียงยังไง จึงต้องพูดหลับหูหลับตาว่า “เรื่องพวกนี้ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ ยังไงหนูก็ไม่เชื่อ!”
ตู้ไห่ชิงจึงถอนหายใจ แต่น้ำเสียงก็ยังคงเข้มงวด “ตอนที่แม่ยังสาว เรื่องวัฒนธรรมของเอเชียกับตะวันตก รู้จักแค่ในมุมมองของข้อเท็จจริง ไม่เคยงมงายคิดว่าวัฒนธรรมตะวันตกดี หรือวัฒนธรรมเอเชียดีกว่า แล้วใช้มุมมองของข้อเท็จจริง ไปพิจารณาแยกแยะปัญหา แต่พอถึงเด็กรุ่นปีเก้าศูนย์รุ่นปีศูนย์ศูนย์ วัฒนธรรมตะวันตกกลับมีความสำคัญมากกว่า”
“พวกหนูเชื่อวิทยาศาสตร์ เชื่ออินเทอร์เน็ต แต่ไม่เชื่อสิ่งที่บรรพบุรุษเมื่อหลายพันปีกว่าหลงเหลือไว้ให้ แล้วคิดว่าสิ่งที่บรรพบุรุษหลงเหลือไว้ให้ เป็นแค่ความเชื่องมงายแทน นี่ถือเป็นการกระทำที่ไม่รู้เรื่องมาก!”
ซูจือหยูถามกลับอย่างไม่พอใจ “ถ้าเหมือนที่บรรพบุรุษพูด ทุกอย่างมีดวงชะตางั้นเหรอคะ? แม้ว่าวันนี้หนูจะกินอะไร ไปที่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ดวงชะตาลิขิตไว้แล้วงั้นเหรอคะ?”
ตู้ไห่ชิงพูดอย่างจริงจัง “ลูกคิดว่าทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่มีดวงชะตา ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวเอง แต่ลูกเคยคิดหรือเปล่า สิ่งเล็กๆ อย่างเม็ดทราย จนกระทั่งทั้งจักรวาล ก็กำลังดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ทั้งนั้น ยิ่งมองในมุมกว้าง ดวงชะตาพวกนั้นก็ยิ่งไม่มีทางเปลี่ยนแปลง!”
ซูจือหยูรีบเอ่ยถามว่า “แม่คะ แม่บอกหนูมาสิคะ ดวงชะตาของทรายหนึ่งเม็ดคืออะไร? มันอาจจะอยู่ในทะเลทราย แล้วเป็นหนึ่งในล้านของเม็ดทรายก็ได้ หรือว่าอาจจะตกลงไปในแม่น้ำ แล้วโดนแม่น้ำพัดพาลงไปในทะเลก็ได้ แล้วอาจจะโดนมนุษย์นำไปผลิตเป็นกระจก แล้วอาจจะโดนน้ำไปปนกับดิน ดวงชะตายังสามารถกำหนดดวงชะตาของทรายทุกเม็ดเลยเหรอคะ?”
ตู้ไห่ชิงส่ายหน้า แล้วเอ่ยว่า “เมื่อกี้แม่พูดแล้ว เองของดวงชะตาต้องมองในมุมกว้าง จะใช้มุมมองแคบๆ ไปเหมารวมไม่ได้”
“ลูกใช้มุมมองแคบๆ ไปมอง ก็จะรู้สึกว่าเม็ดทรายเล็กมาก ไม่มีความสำคัญอะไรเลย แต่บนโลกนี้มีเม็ดทรายมากมายขนาดนั้น ดวงชะตาไม่สามารถกำหนดดวงชะตาที่แตกต่างให้กับเม็ดทรายทุกเม็ดได้หรอก”
“แต่ลูกรู้ไหมว่า ในจักรวาล ดาวฤกษ์ที่เหมือนดวงอาทิตย์มีกี่ดวง?”
เธอไม่เคยใช้มุมมองแบบนี้ไปรู้จักโลกใบนี้เลย แค่ลองจินตนาการถึงจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ เธอจึงรู้สึกได้เลยว่าตัวเองนั้นเล็กมากแค่ไหน
ถ้าดวงอาทิตย์เป็นแค่เม็ดทรายในจักรวาล งั้นโลก ก็จะนับว่าเป็นเม็ดทรายในจักรวาลไม่ได้
แต่มนุษย์กลับใช้ชีวิตอยู่ในเม็ดทรายเล็กๆ ของจักรวาล งั้นมนุษย์ถือว่าเป็นอะไร?
แล้ววิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ค้นพบจากเม็ดทรายเล็กๆ ในจักรวาลนี้ จะสามารถแทนอะไรบนโลกนี้ได้?

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
ไอเซียวฉางควนไม่น่าเกิดมาเป้นผชอ่ะ ขี้ขลาดกว่าผู้หญิงเลยอะ...
เมื่อเย่เฉินอยุ่กะอีหว่านเฮ่อแล้ว พระเอกกุแม่งดูโง่ไปเลย 555...
บางทีก้ขัดใจไอหว่านเฮ่อน่ะ สำหรับเองมันอาจจะสมควร แต่กับคนยุคปัจจุบัน จะให้มาคุกเข่าตรงหน้าทั้ง3คนแล้วยิ่งผู้อาวุโสด้วย ตัวเองทำตัวสูงส่ง แต่กับเย่เฉินไม่ใช่ สมควรมันก้สมควร แต่ไม่นึกถึงใจเย่เฉินที่ลำบากบ้าง มีอายุ300-400ปีแล้วทำตัวสูงส่งว่างั้น...
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหานเหมยชิงถึงเคยชอบไอขี้โม้อย่างเซียวฉางควน ดูไปดูมา ฉางชวนก้เหมาะกับหม่าหลันดี คู่ชีวิตชัดๆ ตัวเองความสามารถก้ไม่มี เขาดูถูกมึง หรือพูดแขวะก้ไม่แปลกแต่ไอฉางควนก้ยังหน้าด้านโชว์โง่ โชว์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะกับอีหม่าหลันล่ะ...
ทำไมตอนซ้ำเยอะ ตอนก้ขาดหาย...
เอาตรงๆผมอ่านมา ก้ไม่ได้สงสารหงเยนน่ะ แต่แค่ใจจริงผมให้เลือกว่าใครจะตาย อยากจะให้อีหม่าหลันตายห่าไปมากกว่าอีก ไม่มีหม่าหลันอยู่แม่จะอ่านสนุกกว่านี้มาก...
เองก้อยากให้หม่าหลันเสียสติไม่ใช่หรอเย่เฉิน ส่วนชูหรันมึงก้เข้าข้างแม่ตีวเองเกิ้น รู้ทั้งรู้นิสัย สันดานแม่เป้นงี้ก้ยังเลือกที่จะเข้าข้าง พระเอกทิ้งเองไปหานานาโกะหรือกู้ชิวอี้จะสมน้ำหน้าให้ ดีเกิน กตัญญูจนโง่...
กูไม่เข้าใจจริง ผู้เขียนมึงหลงรักหม่าหลันขนาดนั้นเลย ทำไมต้องให้อีนี่ มันสมหวังที่จะทำร้ายหงเย่นด้วยว่ะ ทำไมไม่ให้อีหม่าหนักใจจนตาย ทำร้านหงเย้นไม่สำเร็จด้วย คนเขี่ยไร อิจฉาตาร้อนขนาดนี้น เมื่อไหร่แม่งจะตายสักที อีท่าเนี่ย...
พาหลิวหม่านฉงชมมหาลัย ไรมันเกี่ยวไรกับการปรับแต่งแล้วสรรหาเพราะเย่เฉิน เย่เฉินไม่ได้สร้างมหาลัยสะหน่อย หรือเป้นเพราะที่ ที่เย่เฉินเคยมาเรียนหรอ...
สมน้ำหน้าไอฉางควน เหมาะกับหม่าหลันดี ขี้โม้เหมือนกัน ว่าคนที่มีความสามารถว่ากระจอกเหมือนกัน หลงตัวเองเหมือนกัน พูดมาได้ไงมึงกับหานเหมยชิงเป้นคู่ฟ้าประทาน 5555 สมล่ะที่คบกังหม่าหลันได้...