ทว่าครั้งนี้ แหวนเล็ก ๆ ถึงกับส่งเสียงหึ่งๆ ที่คมชัดไพเราะดังก้องไม่หยุดเหมือนเสียงร้องดาบอย่างไรอย่างนั้น
ทว่า นอกจากเสียงหึ่ง ๆ นี้แล้ว ตัวแหวนไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย
เย่เฉินขมวดคิ้ว คิดว่าของสิ่งนี้แอบซ่อนความลับอันลี้ลับอะไรไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าในตอนนี้ตัวเองอาจจะไม่มีเวลาค่อย ๆ ศึกษา ครั้นแล้วจึงรับแหวนไว้ในกระเป๋า
ส่วนเด็กสาวคนนั้น วินาทีนั้นที่ได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ดวงตาที่เดิมทียังมีความเสียดายอยู่หน่อย ๆ ชั่วพริบตาก็ถูกความตื่นเต้นที่ยากจะระงับเอาไว้อย่างหนึ่งมาแทนที่……
เย่เฉินไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจากสายตาของเด็กสาวคนนี้ หลังจากเขารับแหวนเอาไว้ ก็มองไปที่องครักษ์ทหารม้ากล้าเจ็ดคนนั้นอีกครั้ง แล้วเอ่ยปากถาม : “ผู้มีพระคุณของพวกนายคืออยากให้พวกนายมาแย่งแหวนวงนี้ใช่ไหม ?”
คนคนนั้นที่ตอบคำถามเย่เฉินมาโดยตลอด พูดอย่างเคารพนบนอบ : “พูดตามตรง เรื่องนี้พวกเราก็ไม่แน่ใจ คำสั่งที่เราได้รับคือแค่พาพวกเขาสองคนไปส่งที่สวีเดน รายละเอียดอื่น ๆ ที่เหลือก็ไม่ได้เปิดเผยให้พวกเรา”
เย่เฉินพยักหน้า แล้วมองไปที่เด็กสาวคนนั้น ตอนที่สายตามองกัน เย่เฉินส่งเสี้ยวปราณทิพย์ไปในสมองของเธอ ทำจุดสังเกตทางจิตวิทยาเพื่อให้ตอบคำถามของตัวเองตามความเป็นจริงให้กับเธอ จากนั้นจึงเอ่ยปากถามเธอ : “สาวน้อย เธอรู้จักองค์กรนี้ของพวกเขามากแค่ไหน ?”
เย่เฉินไม่เชื่อเด็กสาวคนนี้เลย ดังนั้นเพื่อที่มั่นใจว่าตัวเองไม่พลาดเบาะแสใด ๆ เขาจึงตั้งใจใช้การจุดสังเกตทางจิตวิทยา ล้วงเอาเนื้อหาที่เด็กสาวคนนี้รู้ออกมาก่อน
แม้ว่าการใช้การจุดสังเกตทางจิตวิทยาโดยตรงไม่ค่อยมีศีลธรรมสักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก ในตอนนี้เย่เฉินก็สนใจมากขนาดนี้ไม่ไหวหรอก
คิดถึงตรงนี้ เย่เฉินมองเด็กสาวคนนั้น แล้วถามอีก : “พ่อเธอทำงานอะไรเหรอ ?”
เด็กสาวคนนั้นตอบ : “แต่ก่อนพ่อฉันเป็นนักบู๊คนหนึ่ง ต่อมาไม่รู้ว่าได้แหวนวงนี้มาจากที่ไหน ครั้นแล้วก็เริ่มถูกองค์กรนั้นไล่ฆ่า สุดท้ายโชคไม่ดี ตายในเงื้อมมือขององค์กรนั้น”
เย่เฉินพยักหน้า จากนั้นมององครักษ์ทหารม้ากล้าทั้งเจ็ดคนนั้น เอ่ยปาก : “หากว่าฉันให้โอกาสพวกนายได้มีชีวิตอยู่ต่อ ในขณะเดียวกันก็ให้พวกนายได้มีโอกาสแก้แค้น พวกนายเต็มใจที่จะถวายความจงรักภักดีต่อฉันไหม ? !”
คนคนนั้นที่เป็นผู้นำในเจ็ดคนเอ่ยพร้อมกับยิ้มเจื่อน : “คุณครับ คุณเป็นคนที่มีพลังวิเศษ หากว่าเราสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้จริง ย่อมเต็มใจที่จะถวายความจงรักภักดีต่อคุณ และยินดีที่จะเสียสละพลีชีพให้คุณ แต่ว่าภายในร่างกายของเราเจ็ดคนมีพิษร้ายแรงอยู่ หากว่าเราไม่กลับไปทานยาถอนพิษละก็ ภายในหนึ่งสัปดาห์เราก็จะตายเนื่องด้วยพิษกำเริบ ต่อให้อยากถวายความจงรักภักดีให้คุณ ก็ไม่มีโอกาสเลยด้วยซ้ำ……”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
ไอเซียวฉางควนไม่น่าเกิดมาเป้นผชอ่ะ ขี้ขลาดกว่าผู้หญิงเลยอะ...
เมื่อเย่เฉินอยุ่กะอีหว่านเฮ่อแล้ว พระเอกกุแม่งดูโง่ไปเลย 555...
บางทีก้ขัดใจไอหว่านเฮ่อน่ะ สำหรับเองมันอาจจะสมควร แต่กับคนยุคปัจจุบัน จะให้มาคุกเข่าตรงหน้าทั้ง3คนแล้วยิ่งผู้อาวุโสด้วย ตัวเองทำตัวสูงส่ง แต่กับเย่เฉินไม่ใช่ สมควรมันก้สมควร แต่ไม่นึกถึงใจเย่เฉินที่ลำบากบ้าง มีอายุ300-400ปีแล้วทำตัวสูงส่งว่างั้น...
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหานเหมยชิงถึงเคยชอบไอขี้โม้อย่างเซียวฉางควน ดูไปดูมา ฉางชวนก้เหมาะกับหม่าหลันดี คู่ชีวิตชัดๆ ตัวเองความสามารถก้ไม่มี เขาดูถูกมึง หรือพูดแขวะก้ไม่แปลกแต่ไอฉางควนก้ยังหน้าด้านโชว์โง่ โชว์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะกับอีหม่าหลันล่ะ...
ทำไมตอนซ้ำเยอะ ตอนก้ขาดหาย...
เอาตรงๆผมอ่านมา ก้ไม่ได้สงสารหงเยนน่ะ แต่แค่ใจจริงผมให้เลือกว่าใครจะตาย อยากจะให้อีหม่าหลันตายห่าไปมากกว่าอีก ไม่มีหม่าหลันอยู่แม่จะอ่านสนุกกว่านี้มาก...
เองก้อยากให้หม่าหลันเสียสติไม่ใช่หรอเย่เฉิน ส่วนชูหรันมึงก้เข้าข้างแม่ตีวเองเกิ้น รู้ทั้งรู้นิสัย สันดานแม่เป้นงี้ก้ยังเลือกที่จะเข้าข้าง พระเอกทิ้งเองไปหานานาโกะหรือกู้ชิวอี้จะสมน้ำหน้าให้ ดีเกิน กตัญญูจนโง่...
กูไม่เข้าใจจริง ผู้เขียนมึงหลงรักหม่าหลันขนาดนั้นเลย ทำไมต้องให้อีนี่ มันสมหวังที่จะทำร้ายหงเย่นด้วยว่ะ ทำไมไม่ให้อีหม่าหนักใจจนตาย ทำร้านหงเย้นไม่สำเร็จด้วย คนเขี่ยไร อิจฉาตาร้อนขนาดนี้น เมื่อไหร่แม่งจะตายสักที อีท่าเนี่ย...
พาหลิวหม่านฉงชมมหาลัย ไรมันเกี่ยวไรกับการปรับแต่งแล้วสรรหาเพราะเย่เฉิน เย่เฉินไม่ได้สร้างมหาลัยสะหน่อย หรือเป้นเพราะที่ ที่เย่เฉินเคยมาเรียนหรอ...
สมน้ำหน้าไอฉางควน เหมาะกับหม่าหลันดี ขี้โม้เหมือนกัน ว่าคนที่มีความสามารถว่ากระจอกเหมือนกัน หลงตัวเองเหมือนกัน พูดมาได้ไงมึงกับหานเหมยชิงเป้นคู่ฟ้าประทาน 5555 สมล่ะที่คบกังหม่าหลันได้...