ทันทีที่คลอเดียเปิดบานประตูห้องออก เย่เฉินก็เห็นหลินหว่านเอ๋อร์ที่มีใบหน้าซีดเซียว นั่งหน้ามุ่ยอยู่ตรงเก้าอี้เขียนหนังสือ
เห็นเย่เฉินเดินเข้ามา เธอก็รีบลุกขึ้นยืน แล้วพูดอย่างเคอะเขินและอิดโรยว่า“คุณเย่ ต้องขอโทษแล้วจริงๆ ดึกป่านนี้แล้วยังตามคุณมาอีก……”
เย่เฉินมองดูหลินหว่านเอ๋อร์ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม“คุณหลินไม่ต้องเกรงใจไป คุณเป็นเพื่อนร่วมห้องของคลอเดีย ผมแวะมาดูก็สมควรอยู่ ”
คลอเดียรีบพูดขึ้นว่า“พี่เย่เฉิน พี่ไม่ต้องเรียกเสี่ยวหว่านว่าคุณหลินก็ได้ เรียกเธอเสี่ยวหว่านเหมือนฉันนี่แหละ”
พูดจบ เธอก็พูดกับหลินหว่านเอ๋อร์ว่า“เสี่ยวหว่าน พี่เย่เฉินอายุมากกว่าฉันสิบปี และมากกว่าเธอเกือบสิบเอ็ดปี เธอก็เรียกเหมือนฉัน ว่าพี่เย่เฉินนี่แหละ”
หลินหว่านเอ๋อร์ผงะเล็กน้อย ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก็พูดกับเย่เฉินอย่างระแวดระวังว่า“พี่เย่เฉิน……”
เมื่อเย่เฉินเห็น ก็ยกยิ้มหน้าบานแล้วพูดว่า“ในเมื่อเรียกฉันว่าพี่แล้ว งั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้วนะ เสี่ยวหว่าน คลอเดียบอกว่าเธอปวดหัวมาก นี่มันเกิดอะไรขึ้น ช่วยบอกเล่าให้ฉันฟังทีได้ไหม ?”
เมื่อหลินหว่านเอ๋อร์ได้ยินคำนี้ ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะต่อว่า“เย่เฉินนายมันร้าย ที่ฉันต้องปวดหัวขนาดนี้ก็เพราะฝีมือของนาย แต่นายกลับยังมาย้อนถามฉันอย่างไม่รู้สึกรู้สาว่าเกิดอะไรขึ้น นี่นายไม่รู้ตัวเองเลยหรือยังไง ?”
แม้ในใจจะรู้สึกหนักใจ แต่ใบหน้าของหลินหว่านเอ๋อร์ก็ไม่กล้าให้เย่เฉินสังเกตเห็นถึงความผิดปรกติใดๆเลยแม้แต่น้อย จากนั้นมือข้างหนึ่งของเธอก็เท้าไปที่ขมับ แล้วพูดด้วยใบหน้าที่เซื่องซึมว่า“ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อยู่ดีๆมาตลอด จนวันที่มารายงานตัวที่มหาลัย ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ และความปวดแบบนี้ก็เจ็บเจียนจะขาดใจ ราวกับมีเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้ามา และเข็มเหล่านั้นก็ยังร้อยไปกับเส้นด้าย และเส้นด้ายนี้ก็ชักดึงกันไปมาไม่หยุด ตามชีพจรของฉัน เจ็บปวดจนเหมือนมันจะระเบิดออกมาให้ได้……”
พูดจบ หลินหว่านเอ๋อร์ก็พูดต่อ“นอกจากนี้ สองวันมานี้ฉันก็กินยาแก้ปวดไปไม่น้อย แต่ก็ไม่เป็นผลอะไรเลย ในตอนที่กลับบ้าน ก็ยังเคยเป็นลมหมดสติไปด้วย……”
“ห๊า?”หลินหว่านเอ๋อร์ถามอย่างไม่รู้ตัว“การจับชีพจรไม่ใช่ว่าต้องวางข้อมือไปที่โต๊ะหรอกเหรอ ……”
เย่เฉินชี้ไปที่โต๊ะข้างหลังของเธอ แล้วพูดว่า“โต๊ะอยู่ข้างหลังของเรา แบบนี้ไม่สะดวกเท่าไร ไม่เป็นไร การจับชีพจรของฉันไม่ต้องพิถีพิถันขนาดนั้น แค่ให้ฉันได้ลองแตะดู ฉันก็พอจะรู้แล้ว ”
“ก็ได้……”หลินหว่านเอ๋อร์รู้ว่าตัวเองไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ ดังนั้นก็จึงยื่นมือออกไปอย่างระมัดระวัง แล้ววางลงที่บนตักของเย่เฉินอย่างประหม่า
เธอโตมาจนป่านนี้ ไม่เคยต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหนแบบนี้มาก่อน ดังนั้นทันทีที่หลังมือแตะไปที่หน้าขาของเย่เฉิน หัวใจก็เต้นโครมคราม ที่ใบหน้าเองก็เห่อร้อนขึ้นในทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
ไอเซียวฉางควนไม่น่าเกิดมาเป้นผชอ่ะ ขี้ขลาดกว่าผู้หญิงเลยอะ...
เมื่อเย่เฉินอยุ่กะอีหว่านเฮ่อแล้ว พระเอกกุแม่งดูโง่ไปเลย 555...
บางทีก้ขัดใจไอหว่านเฮ่อน่ะ สำหรับเองมันอาจจะสมควร แต่กับคนยุคปัจจุบัน จะให้มาคุกเข่าตรงหน้าทั้ง3คนแล้วยิ่งผู้อาวุโสด้วย ตัวเองทำตัวสูงส่ง แต่กับเย่เฉินไม่ใช่ สมควรมันก้สมควร แต่ไม่นึกถึงใจเย่เฉินที่ลำบากบ้าง มีอายุ300-400ปีแล้วทำตัวสูงส่งว่างั้น...
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหานเหมยชิงถึงเคยชอบไอขี้โม้อย่างเซียวฉางควน ดูไปดูมา ฉางชวนก้เหมาะกับหม่าหลันดี คู่ชีวิตชัดๆ ตัวเองความสามารถก้ไม่มี เขาดูถูกมึง หรือพูดแขวะก้ไม่แปลกแต่ไอฉางควนก้ยังหน้าด้านโชว์โง่ โชว์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะกับอีหม่าหลันล่ะ...
ทำไมตอนซ้ำเยอะ ตอนก้ขาดหาย...
เอาตรงๆผมอ่านมา ก้ไม่ได้สงสารหงเยนน่ะ แต่แค่ใจจริงผมให้เลือกว่าใครจะตาย อยากจะให้อีหม่าหลันตายห่าไปมากกว่าอีก ไม่มีหม่าหลันอยู่แม่จะอ่านสนุกกว่านี้มาก...
เองก้อยากให้หม่าหลันเสียสติไม่ใช่หรอเย่เฉิน ส่วนชูหรันมึงก้เข้าข้างแม่ตีวเองเกิ้น รู้ทั้งรู้นิสัย สันดานแม่เป้นงี้ก้ยังเลือกที่จะเข้าข้าง พระเอกทิ้งเองไปหานานาโกะหรือกู้ชิวอี้จะสมน้ำหน้าให้ ดีเกิน กตัญญูจนโง่...
กูไม่เข้าใจจริง ผู้เขียนมึงหลงรักหม่าหลันขนาดนั้นเลย ทำไมต้องให้อีนี่ มันสมหวังที่จะทำร้ายหงเย่นด้วยว่ะ ทำไมไม่ให้อีหม่าหนักใจจนตาย ทำร้านหงเย้นไม่สำเร็จด้วย คนเขี่ยไร อิจฉาตาร้อนขนาดนี้น เมื่อไหร่แม่งจะตายสักที อีท่าเนี่ย...
พาหลิวหม่านฉงชมมหาลัย ไรมันเกี่ยวไรกับการปรับแต่งแล้วสรรหาเพราะเย่เฉิน เย่เฉินไม่ได้สร้างมหาลัยสะหน่อย หรือเป้นเพราะที่ ที่เย่เฉินเคยมาเรียนหรอ...
สมน้ำหน้าไอฉางควน เหมาะกับหม่าหลันดี ขี้โม้เหมือนกัน ว่าคนที่มีความสามารถว่ากระจอกเหมือนกัน หลงตัวเองเหมือนกัน พูดมาได้ไงมึงกับหานเหมยชิงเป้นคู่ฟ้าประทาน 5555 สมล่ะที่คบกังหม่าหลันได้...