แต่ว่าคนแบบเขานั้นก็ฉลาดอย่างมาก เขาไม่ได้บอกใครถึงชื่อของซื่อฟางเป่าจ้วง เขาบอกกับคนเหล่านี้แค่ว่า ตระกูลรอธส์ไชลด์ถูกขโมยของโบราณชิ้นหนึ่งที่ล้ำค่าและสำคัญยิ่งไป
ตำรวจและเอฟบีไอต่างไม่มีใครรู้ ว่าเบื้องหลังของโบราณตะวันออกชิ้นนี้ สมบัติชาติที่สามารถจะกำหนดชะตาประเทศได้ พวกเขารู้เพียงตระกูลรอธส์ไชลด์ต้องการจะหาของชิ้นนี้ ดังนั้นทุกคนต่างก็ร่วมแรงแข็งขัน ตามหาของสิ่งนี้ให้เจอแล้วคืนมันให้กับตระกูลรอธส์ไชลด์ก็พอ
และเพราะข้อมูลภาพถ่ายของซื่อฟางเป่าจ้วงนี้ ได้ถูกส่งต่อไปให้กับคนกว่าหลายหมื่นคนไปแล้ว ดังนั้นสำเนาที่ต้องการเฉินจื้อหมินก็หามันได้อย่างง่ายดาย
ในตอนที่เขาเห็นข้อมูลรูปภาพของซื่อฟางเป่าจ้วง เขาก็ไม่ได้รู้สึกเลยสักนิดว่าของชิ้นนี้มันจะวิเศษยังไง เพราะเป็นของในสมัยราชวงศ์ถัง และเป็นเครื่องมือทางธรรม ดังนั้นรูปลักษณ์ของมันก็จึงไม่ได้สวยงามมากนัก ไม่สู้ซ่งเจินจูเชอหลีเป่าจ้วง อย่างหลังนี้งานฝีมือนั้นเรียกได้ว่าประณีตและทำมาจากชิ้นส่วนสมบัติสวรรค์หลากหลายชนิด
ในสายตาของเฉินจื้อหมิน สิ่งของที่ตระกูลรอธส์ไชลด์ตามหา คำที่สามารถจะใช้มาอธิบายได้ ก็คือเรียบง่ายธรรมดา
ทว่า เขาเองก็ไม่ได้คิดมากอะไรกับเรื่องนี้ ส่งข้อมูลรายละเอียดที่ได้มาให้กับอู๋เทียนหลินไปตามตรง
อย่าว่าแต่เฉินจื้อหมินที่ไม่รู้จักซื่อฟางเป่าจ้วงนี้เลย แม้แต่อู๋เทียนหลินเองก็ไม่รู้จัก
หลินหว่านเอ๋อร์ที่มีอายุมานานกว่าสี่ร้อยปี ก็เพียงแค่เคยได้ยินคนเป็นพ่อเอ่ยพูดถึงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในสามร้อยกว่าปีนี้ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ เธอก็แค่เคยเห็นบันทึกของซื่อฟางเป่าจ้วงที่ไม่เป็นทางการแค่บางส่วนเท่านั้น และการจดบันทึกในตอนนั้น ก็เป็นเพียงแค่ตัวอักษร และคนเขียนก็เขียนไปตามข่าวลือที่ได้ยินมา
คนเขียน และคนอ่าน ต่างไม่มีใครรู้ว่าซื่อฟางเป่าจ้วงนั้นมีอยู่จริงไหม หรือต่อให้มีอยู่จริง พวกเขาก็ไม่รู้ว่าซื่อฟางเป่าจ้วงนั้นมีหน้าตายังไง ส่วนอู๋เทียนหลินก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่ว่า อู๋เทียนหลินเป็นคนแรกที่วิเคราะห์ได้ว่าของชิ้นนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ดูถูกซื่อฟางเป่าจ้วงที่ดูเรียบง่ายชิ้นนี้ แต่ใช้เวลาที่เร็วที่สุด ตีพิมพ์ของสิ่งนี้ออกมา แล้วนำไปให้กับอู๋เฟยเยี่ยนต่อหน้าในทันที
ภาพสีที่เขาสั่งพิมพ์ออกมายื่นมันให้กับอู๋เฟยเยี่ยนด้วยสองมือ แล้วพูดด้วยความเคารพว่า“ผู้มีพระคุณ เอกสารข้อมูลที่เฉินจื้อหมินส่งมา เป็นภาพถ่ายเจดีย์ ของโบราณที่ตระกูลรอธส์ไชลด์ ตามหากันให้ควั่กในนครนิวยอร์กครับ”
ในใจของเธอขบคิดอย่างตื่นเต้น“ซื่อฟางเป่าจ้วงที่แม้แต่อาจารย์เองก็ยังไม่กล้าหวัง และไม่กล้าเข้าถึง กลับไปตกอยู่ในมือของตระกูลรอธส์ไชลด์ นี่สวรรค์ก็ช่างเป็นใจให้ฉันจริงๆ!หากฉันเอาซื่อฟางเป่าจ้วงนี้มาได้ โชคชะตาของตัวฉันเองกับองค์กรพั่วชิงก็คงจะพุ่งทะยานขึ้นเหนือฟ้า!ไม่แน่ว่าโอกาสในการมีชีวิตอยู่อีกห้าร้อยปีของฉันก็ขึ้นอยู่กับซื่อฟางเป่าจ้วงนี้!หากสามารถจะเรียนรู้วิชาเต๋าที่ลึกซึ้งเพิ่มเติมจากซื่อฟางเป่าจ้วงนี้ได้ ไม่แน่ว่าผลการฝึกฝนก็จะยิ่งก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว!”
คิดมาถึงตรงนี้ เธอก็พูดโพล่งกับอู๋เทียนหลินอย่างไม่ลังเลว่า“เตรียมเครื่องบินให้พร้อม!ฉันจะเดินทางไปนครนิวยอร์กด้วยตัวเอง !นอกจากนี้ บอกเฉินจื้อหมินกับท่านเอิร์ลจงหย่ง ตรวจสอบนักธุรกิจค้าของโบราณคนนั้นอย่างละเอียด ต้องหาที่เก็บซ่อนของโบราณวัตถุนี้มาให้ได้!”
อู๋เทียนหลินไม่คิดว่าของสิ่งนี้จะทำให้อู๋เฟยเยี่ยนถึงกับต้องเดินทางไปนครนิวยอร์กด้วยตัวเอง จึงพูดอย่างไม่รู้ตัวว่า“ผู้มีพระคุณ ท่านบอกว่าช่วงนี้สถานการณ์มีความอ่อนไหว ให้องค์กรพั่วชิงพยายามเก็บตัวเงียบไม่ใช่เหรอ?หากท่านเดินทางไปด้วยตัวเองแบบนี้ มันจะมีความสุ่มเสี่ยงเกินไปหรือเปล่า?อีกอย่างไปนครนิวยอร์กก็ต้องเดินทางไกล ขึ้นเครื่องจากบัวโนสไอเรส ใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย10ชั่วโมง รวมเบ็ดเสร็จ ก็ต้องใช้เวลาอย่างๆน้อย14-15ชั่วโมง ผมขอเสนอว่าเรื่องนี้ให้ท่านเอิร์ลจงหย่งกับเฉินจื้อหมินจัดการเองจะดีกว่า พวกเขาสองคนร่วมมือกัน มีความกล้าหาญและมีการวางแผน จะต้องทำภารกิจสำเร็จได้แน่นอน !”
อู๋เฟยเยี่ยนส่ายหน้าอย่างหนักแน่น“เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับฉันและองค์กรพั่วชิง จะเกิดความผิดพลาดไม่ได้ ให้พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่ก่อน ไม่ว่าพวกเขาจะทำมันสำเร็จหรือไม่ ฉันต้องไปด้วยตัวเองถึงจะวางใจได้ !”
พูดจบ เธอก็ขยับรูปถ่ายในมือไปมาเบาๆ ฉับพลันรูปถ่ายนั้นก็กลายเป็นขี้เถ้าแล้วร่วงหล่นไปที่พื้น
อู๋เฟยเยี่ยนมองไปที่อู๋เทียนหลิน แล้วออกคำสั่ง“นายไปกับฉัน จำเอาไว้ว่าห้ามพูดเรื่องนี้กับใครในองค์กรเป็นอันขาด!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
ไอเซียวฉางควนไม่น่าเกิดมาเป้นผชอ่ะ ขี้ขลาดกว่าผู้หญิงเลยอะ...
เมื่อเย่เฉินอยุ่กะอีหว่านเฮ่อแล้ว พระเอกกุแม่งดูโง่ไปเลย 555...
บางทีก้ขัดใจไอหว่านเฮ่อน่ะ สำหรับเองมันอาจจะสมควร แต่กับคนยุคปัจจุบัน จะให้มาคุกเข่าตรงหน้าทั้ง3คนแล้วยิ่งผู้อาวุโสด้วย ตัวเองทำตัวสูงส่ง แต่กับเย่เฉินไม่ใช่ สมควรมันก้สมควร แต่ไม่นึกถึงใจเย่เฉินที่ลำบากบ้าง มีอายุ300-400ปีแล้วทำตัวสูงส่งว่างั้น...
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหานเหมยชิงถึงเคยชอบไอขี้โม้อย่างเซียวฉางควน ดูไปดูมา ฉางชวนก้เหมาะกับหม่าหลันดี คู่ชีวิตชัดๆ ตัวเองความสามารถก้ไม่มี เขาดูถูกมึง หรือพูดแขวะก้ไม่แปลกแต่ไอฉางควนก้ยังหน้าด้านโชว์โง่ โชว์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะกับอีหม่าหลันล่ะ...
ทำไมตอนซ้ำเยอะ ตอนก้ขาดหาย...
เอาตรงๆผมอ่านมา ก้ไม่ได้สงสารหงเยนน่ะ แต่แค่ใจจริงผมให้เลือกว่าใครจะตาย อยากจะให้อีหม่าหลันตายห่าไปมากกว่าอีก ไม่มีหม่าหลันอยู่แม่จะอ่านสนุกกว่านี้มาก...
เองก้อยากให้หม่าหลันเสียสติไม่ใช่หรอเย่เฉิน ส่วนชูหรันมึงก้เข้าข้างแม่ตีวเองเกิ้น รู้ทั้งรู้นิสัย สันดานแม่เป้นงี้ก้ยังเลือกที่จะเข้าข้าง พระเอกทิ้งเองไปหานานาโกะหรือกู้ชิวอี้จะสมน้ำหน้าให้ ดีเกิน กตัญญูจนโง่...
กูไม่เข้าใจจริง ผู้เขียนมึงหลงรักหม่าหลันขนาดนั้นเลย ทำไมต้องให้อีนี่ มันสมหวังที่จะทำร้ายหงเย่นด้วยว่ะ ทำไมไม่ให้อีหม่าหนักใจจนตาย ทำร้านหงเย้นไม่สำเร็จด้วย คนเขี่ยไร อิจฉาตาร้อนขนาดนี้น เมื่อไหร่แม่งจะตายสักที อีท่าเนี่ย...
พาหลิวหม่านฉงชมมหาลัย ไรมันเกี่ยวไรกับการปรับแต่งแล้วสรรหาเพราะเย่เฉิน เย่เฉินไม่ได้สร้างมหาลัยสะหน่อย หรือเป้นเพราะที่ ที่เย่เฉินเคยมาเรียนหรอ...
สมน้ำหน้าไอฉางควน เหมาะกับหม่าหลันดี ขี้โม้เหมือนกัน ว่าคนที่มีความสามารถว่ากระจอกเหมือนกัน หลงตัวเองเหมือนกัน พูดมาได้ไงมึงกับหานเหมยชิงเป้นคู่ฟ้าประทาน 5555 สมล่ะที่คบกังหม่าหลันได้...