ระหว่างที่ทั้งสามคนออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า กำลังจะไปที่ร้านอาหาร มีเสียงที่ตื่นเต้นลอยเข้าหูพวกเขา: “เย่เฉิน เสี่ยวเฟิน!”
เมื่อพวกเธอหันไปมอง เห็นมีเงาร่างหลายคนเดินมาทางพวกเขา
พวกเขาเหล่านี้ก็คือเพื่อนที่เติบโตที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามากับพวกเขา
แต่ในจำนวนคนเหล่านี้ ส่วนมากแล้วเข้ามาตอนเขาออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปแล้ว เขาก็เลยไม่ค่อยรู้จัก
หลังจากที่ออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้วเพื่อนหนึ่งเดียวที่เขายังติดต่ออยู่ก็คือจ้าวเห้า เพื่อนสมัยตอนที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเขา
หลายปีก่อนที่เย่เฉินใช่ชีวิตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ด้วยความที่พ่อกับแม่ของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เขากลายเป็นคนที่พูดน้อยและถึงขั้นที่สันโดษ ในเวลาวันหนึ่งอาจจะไม่ได้คุยกับใครเลยแม้แต่ประโยคเดียว
เย่เฉินที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้เลยสักอย่าง เขาเลยถูกเมินจากเด็กคนอื่นเป็นประจำ
เย่เฉินจำได้ว่า ตอนที่เขาโดดเดี่ยว จ้าวเห้าที่อายุโตกว่าเขาจะเป็นคนแรกที่ยืนออกมาเป็นคนแรก และมาเล่นกับเขา
และหลังจากนั้นมาหลายปี ความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ยิ่งแน่นแฟ้นมาก
จ้าวเห้าและเย่เฉินอายุเท่ากัน แต่จ้าวเห้าโตกว่าไม่กี่เดือน
ทั้งสองคนออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปพร้อมกัน แล้วออกไปเลือกที่จะทำงานก่อสร้างด้วยกัน ลำบากไปด้วยกันและเหนื่อยไปด้วยกัน เป็นเพื่อนที่ฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกันอย่างแท้จริง
แต่สิ่งที่จ้าวเห้าต่างจากเย่เฉินก็คือ ตอนที่เย่เฉินได้เงินมาแล้วจะแอบส่งให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ตอนที่ได้เงินมา เขาก็แอบเก็บเงินไว้ และออกจากสถานที่ก่อสร้าง แล้วไปทำธุรกิจเล็กๆ ที่เมืองไห่
สำหรับเย่เฉินแล้ว การกระทำของจ้าวเห้าเป็นเรื่องที่เขาเข้าใจและยอมรับได้
เพราะทุกคนเป็นเด็กกำพร้าหมดเลย ตอนที่ออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คนส่วนใหญ่ไม่มีที่พึ่งพา
ใครๆ ก็อยากเก็บเงินเพื่อนสร้างรากฐานให้ตัวเอง เพราะเด็กกำพร้าไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นยังมีพ่อแม่ คนอื่นยังมีญาติ คนอื่นยังมีบ้านที่บังแดดหลบฝนได้ แต่เด็กกำพร้าไม่มีอะไรเลย
ไม่ได้เจอกันหลายปี ในของเย่เฉินรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย: “จ้าวเห้าพวกเราไม่ได้เจอกันสามสี่ปีใช่มั้ย? หลายปีที่ผ่านมา นายอยู่ที่เมืองไห่เป็นไงบ้าง?”
จ้าวเห้าได้ยินที่เย่เฉินถามแล้วหัวเราะฮ่าๆ : “ก็ไม่เลวๆ! ยังกินอิ่มนอนหลับ!”
เย่เฉินถามต่อว่า: “แล้วหญิงที่นายรู้จักที่สถานที่ก่อสร้างละ? แต่งงานกันหรือยัง?”
“เฮ้อ” สีหน้าของจ้าวเห้าปรากฏความเศร้าใจ แต่เขาก็ยิ้มอย่างไม่สนใจอะไรมาก: “แต่งงานอะไรล่ะ ก็แค่คบกันมาสองสามปี แต่ก็ไม่ได้คุยเรื่องแต่งงานกันเลย ฉันไม่มีสินสอด ไม่มีเงินซื้อบ้าน ทางพ่อแม่ของฝ่ายหญิงดูถูกฉัน พ่อแม่ของเธอก็ค่อยเป่าหู พูดจนแฟนฉันก็ดูถูกฉันไปอีกคน สุดท้ายเธอก็เลิกกันฉันไป”
เย่เฉินขมวดคิดและถามว่า: “เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแค่ไหนแล้ว?”
จ้าวเห้ายิ้มแล้วตอบว่า: “เดือนก่อนนี่เอง”
เย่เฉินพยักหน้า: “ผู้หญิงคนนั้นจะเสียใจที่ไม่เลือกนาย”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
ไอเซียวฉางควนไม่น่าเกิดมาเป้นผชอ่ะ ขี้ขลาดกว่าผู้หญิงเลยอะ...
เมื่อเย่เฉินอยุ่กะอีหว่านเฮ่อแล้ว พระเอกกุแม่งดูโง่ไปเลย 555...
บางทีก้ขัดใจไอหว่านเฮ่อน่ะ สำหรับเองมันอาจจะสมควร แต่กับคนยุคปัจจุบัน จะให้มาคุกเข่าตรงหน้าทั้ง3คนแล้วยิ่งผู้อาวุโสด้วย ตัวเองทำตัวสูงส่ง แต่กับเย่เฉินไม่ใช่ สมควรมันก้สมควร แต่ไม่นึกถึงใจเย่เฉินที่ลำบากบ้าง มีอายุ300-400ปีแล้วทำตัวสูงส่งว่างั้น...
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหานเหมยชิงถึงเคยชอบไอขี้โม้อย่างเซียวฉางควน ดูไปดูมา ฉางชวนก้เหมาะกับหม่าหลันดี คู่ชีวิตชัดๆ ตัวเองความสามารถก้ไม่มี เขาดูถูกมึง หรือพูดแขวะก้ไม่แปลกแต่ไอฉางควนก้ยังหน้าด้านโชว์โง่ โชว์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะกับอีหม่าหลันล่ะ...
ทำไมตอนซ้ำเยอะ ตอนก้ขาดหาย...
เอาตรงๆผมอ่านมา ก้ไม่ได้สงสารหงเยนน่ะ แต่แค่ใจจริงผมให้เลือกว่าใครจะตาย อยากจะให้อีหม่าหลันตายห่าไปมากกว่าอีก ไม่มีหม่าหลันอยู่แม่จะอ่านสนุกกว่านี้มาก...
เองก้อยากให้หม่าหลันเสียสติไม่ใช่หรอเย่เฉิน ส่วนชูหรันมึงก้เข้าข้างแม่ตีวเองเกิ้น รู้ทั้งรู้นิสัย สันดานแม่เป้นงี้ก้ยังเลือกที่จะเข้าข้าง พระเอกทิ้งเองไปหานานาโกะหรือกู้ชิวอี้จะสมน้ำหน้าให้ ดีเกิน กตัญญูจนโง่...
กูไม่เข้าใจจริง ผู้เขียนมึงหลงรักหม่าหลันขนาดนั้นเลย ทำไมต้องให้อีนี่ มันสมหวังที่จะทำร้ายหงเย่นด้วยว่ะ ทำไมไม่ให้อีหม่าหนักใจจนตาย ทำร้านหงเย้นไม่สำเร็จด้วย คนเขี่ยไร อิจฉาตาร้อนขนาดนี้น เมื่อไหร่แม่งจะตายสักที อีท่าเนี่ย...
พาหลิวหม่านฉงชมมหาลัย ไรมันเกี่ยวไรกับการปรับแต่งแล้วสรรหาเพราะเย่เฉิน เย่เฉินไม่ได้สร้างมหาลัยสะหน่อย หรือเป้นเพราะที่ ที่เย่เฉินเคยมาเรียนหรอ...
สมน้ำหน้าไอฉางควน เหมาะกับหม่าหลันดี ขี้โม้เหมือนกัน ว่าคนที่มีความสามารถว่ากระจอกเหมือนกัน หลงตัวเองเหมือนกัน พูดมาได้ไงมึงกับหานเหมยชิงเป้นคู่ฟ้าประทาน 5555 สมล่ะที่คบกังหม่าหลันได้...